3 ตัวเต็งคว้าออสการ์ภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมปี 2023

“เมื่อคุณมองข้ามกำแพงสูง 1 นิ้วที่ชื่อว่า ‘ซับไตเติล’ คุณจะได้ค้นพบกับหนังดีๆ อีกมากมาย” นี่คือหนึ่งในสปีชที่เปลี่ยนแปลงโลกภาพยนตร์ไปตลอดกาลของบงจุนโฮ ผู้กำกับชาวเกาหลีใต้ที่พาภาพยนตร์เรื่อง Parasite ไปคว้ารางวัลใหญ่ Best Picture ของออสการ์ ทำให้นับตั้งแต่มันภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศเริ่มได้รับความสนใจจากออสการ์มากขึ้นเรื่อย ๆ

ในปี 2022-2023 ก็เช่นเดียวกัน มีภาพยนตร์ภาษต่างประเทศมากมายที่กรีฑาทัพออกมาอย่างโดดเด่น แต่ 3 เรื่องที่จะเป็นตัวเต็งเข้าชิงมีดังต่อไปนี้

หนัง

Decision to Leave

Park Chan-wook คือชื่อที่ได้รับการยอมรับใน Academy อยู่แล้วนับตั้งแต่ “Sympathy for Mr. Vengeance” และ “Oldboy” อย่างไรก็ตาม “Decision to Leave” เปิดให้เขารู้จักกับผู้ชมมากขึ้นด้วยภาพยนตร์นัวร์ที่มีสไตล์เกี่ยวกับนักสืบบนเส้นทางของหญิงสาวผู้เคราะห์ร้ายที่อาจฆ่าสามีของเธอเอง ส่วนการเล่าเรื่องยังคงจัดจ้าน โดดเด่นด้วยสไตล์เฉียบขาดเช่นเดิม

 

Saint Omer

ในบรรดาผภาพยนตร์ตัวเต็งที่จะเข้าชิงทั้งหมด “Saint Omer” เป็นหนึ่งในเรื่องที่ท้าทายและทะเยอทะยานยิ่งกว่าเรื่องไหน ๆ เนื่องจากมีฉากในห้องพิจารณาคดีที่กว้างขวางหลายฉากที่สร้างขึ้นจากบทพูดคนเดียวที่ทรงพลัง นั่นอาจทำให้ผู้ชมทางบ้านนั่งดูในห้องฉายภาพยนตร์ของ Academy ได้ยาก แต่คนอื่นๆ ที่เห็นในโรงละครอาจรู้สึกทึ่งกับมนต์สะกดที่ดื่มด่ำ

 

Corsage

อีกชื่อหนึ่งของ Cannes ที่สร้างจากเรื่องจริงยังเป็นช็อตที่ดีในหมวดหมู่นี้ เนื่องจาก IFC Films กำลังรณรงค์ให้รายการ “Corsage” ของออสเตรียซึ่งฉายรอบปฐมทัศน์ในแถบด้านข้าง Un Certain Regard ของเทศกาล ตั้งอยู่ในกรุงเวียนนาในปี พ.ศ. 2420 ผลงานภาพยนตร์ย้อนยุคอันสลับซับซ้อนของ Marie Kreutzer นำแสดงโดย Vicky Krieps ในบทดัชเชสเอลิซาเบธ Amalie Eugenie ในบาวาเรีย จักรพรรดินีแห่งออสเตรียและสมเด็จพระราชินีแห่งฮังการีเมื่อเธออายุ 40 ปี และต่อสู้กับความแตกต่างของชีวิตราชวงศ์ ในขณะที่ Krieps เผชิญกับการต่อสู้ที่ยากลำบากเพื่อแย่งชิงสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม แต่ความซาบซึ้งในการแสดงของเธอทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับตำแหน่ง Best International Feature Film…

เพราะ “พื้นที่” ทำให้คนตกหลุมรักกันได้เสมอ

เคยสงสัยไหม? ทำไมคนในเมืองใหญ่จากโลกตะวันออกถึงมีแนวโน้มที่จะตกหลุมรักกันได้ตามถนนและซอกซอยต่าง ๆ ได้ง่ายกว่ากรุงเทพมหานครที่อัดแน่นไปด้วยความสะดวกสบายแบบครบครันอย่างบรรดาสารพัดห้างสรรพสินค้า

แม้ความรักจะก่อร่างสร้างตัวด้วยจังหวะและเวลาที่เหมาะสม แต่การออกแบบพื้นที่เมืองก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนตกหลุมรัก พร้อมพัฒนาความโรแมนติกไปสู่ความรักที่ตามหาได้ไม่ยากนัก แล้วความรักกับพื้นที่เกี่ยวโยงกันด้วยปัจจัยใด ลองมาทำความรู้จัก Sense of Place ที่นำมาฝากเล่าสู่กันฟังในวันนี้กัน

หนัง2

 มอง Sense of Place ผ่านภาพยนตร์โรแมนติกอย่าง Midnight in Paris (2011)

“ปารีสตอนฝนตกโรแมนติกเสมอ” เป็นอีกหนึ่งวลีที่แฟนภาพยนตร์ของ Woody Allen อย่าง Midnight in Paris (2011) ต้องรู้จักมักคุ้นในฐานะวลีที่สร้างความหมายของความโรแมนติกให้กับทุกช่วงเวลาของปารีส 

อย่างไรก็ดี หากมองความโรแมนติกผ่านมุมมองเมืองก็จะเห็นได้ว่า หากมองข้ามเรื่องอาชญากรรมและความสกปรกของเมืองออกไป แท้จริงแล้ว ปารีสกลับเป็นเมืองแห่งศิลปะที่ได้รับการออกแบบมาบนพื้นฐานของการจัดการเมืองที่ดีและมองเห็นถึง ‘ชีวิต’ ของคนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งในจุดนี้เอง เมื่อคนสองคนรู้สึกว่าจังหวะชีวิตเอื้ออำนวย แน่นอนว่าความเป็นเมืองของปารีสก็ส่งให้พัฒนาความสัมพันธ์ได้อย่างง่ายดาย 

ทั้งการออกแบบทางเดินเพื่อให้คนเดินมากกว่าถนนสำหรับรถยนต์ ตลอดจนการเปิดพื้นที่กว้างตามฟุตพาธ รวมไปถึงพื้นที่สวนสาธารณะธรรมดาก็ล้วนแล้วแต่เปิดช่องว่างให้หนุ่มสาวได้ทำความรู้จัก หยอกเย้า และเปิดมิติใหม่ให้ความสัมพันธ์เดินหน้าต่อไปได้

หากลองมองในมุมกลับ กรุงเทพมหานครที่มาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้าที่แทบจะเหมือนกันทุกแห่ง ตลอดจนทางเท้าที่มาพร้อมขยะ มองไปด้านหน้าก็เจอเสาไฟฟ้า หรือถ้าหันไปด้านข้างก็จะพบเจอกับรถติดที่ยาวหลายกิโลเมตร และแม้แต่การหันไปมองแม่น้ำเจ้าพระยาก็อาจไม่ได้ช่วยพัฒนาความสัมพันธ์เท่าไหร่จากกลิ่น สี และขยะที่ลอยเต็มแม่น้ำก็อาจไม่ได้ช่วยสร้างความโรแมนติกได้มากนัก

แน่นอนว่า หากพูดถึงวันฝนตกแล้ว “กรุงเทพฯ ก็ไม่สามารถโรแมนติกเสมอได้เหมือนกับปารีส” เพราะระบบการออกแบบและจัดการเมืองที่ทำให้น้ำท่วมก็อาจทำให้ความสัมพันธ์จมน้ำ และหลุดลอยหายไปในขณะเดินทางเพื่อกระชับความรู้สึก

 

จะเห็นได้ว่า “พื้นที่เมือง” ที่มาจากการออกแบบอย่างเข้าใจ พร้อมระบบการจัดการบริหารที่เหมาะสมสามารถช่วยเพิ่ม Sense of Place เรื่อง “ความโรแมนติก” ให้กับชีวิตประจำวันได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีดินเนอร์หรู หรือ ห้างสรรพสินค้ารายล้อมเพื่ออำนวยความสะดวกแบบจำเจ

 …

ไปได้ไม่รู้เบื่อ ที่เที่ยวแห่งใหม่ในพัทยา ฟลาวเวอร์ แลนด์ พัทยา

เวลาถึงช่วงเทศกาลหยุดยาวทีไรการมองหาที่เที่ยวใหม่ ๆ ถือเป็นเรื่องท้าทายมาก แต่ถ้าพูดถึงพัทยาเชื่อว่าคงมีคนไม่น้อยบอกในทำนอง “พัทยาไปจนเบื่อแล้ว” แต่เชื่อเถอะหากคุณลองพาเพื่อน หรือแก๊งค์สาวโสดไปยังที่เที่ยวแห่งใหม่อย่าง ฟลาวเวอร์ แลนด์ พัทยา (Flower Land Pattaya) ที่นี่จะทำให้คุณได้ผ่อนคลายจากดอกไม้หลากสายพันธุ์ หลากสีสัน จนลืมพัทยาแบบเดิม ๆ ไปเลย

flowerlandpattaya

ขอบคุณรูปจาก www.facebook.com/flowerlandpattaya.thailand

ตะลุย ฟลาวเวอร์ แลนด์ พัทยา เช็คอินแหล่งดอกไม้นานาพันธุ์ในเมืองพัทยา

กับพื้นที่กว่า 100 ไร่ บนดินแดน ฟลาวเวอร์ แลนด์ พัทยา คุณจะได้พบกับดอกไม้นานาชนิดทั้งไม้ดอก ไม้ยืนต้น และอีกสารพัด บานสะพรั่งพร้อมให้เชยชมแบบไม่รู้เบื่อ โดยที่นี่แบ่งออกเป็น 6 โซน ประกอบไปด้วย

Himmapan Dome ป่าหิมพานต์ที่ถูกสร้างขึ้นตามแนวคิดการเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์กับโลกสวรรค์ มีสิ่งที่บ่งบอกถึงป่าหิมพานต์มากมาย อาทิ ต้นมักกะลีผล, สระอะโนดาต, นางกินรี, สัตว์ในป่าหิมพานต์ รวมถึงต้นไม้หายาก

        Eden Dome สัมผัสความงดงามของดอกไม้เมืองหนาวที่ว่ากันว่าสร้างตามแนวคิดจุดกำเนิดอดัมและอีฟ

          Inthanon Dome ตะลุยเส้นทางศึกษาธรรมชาติตามแบบฉบับยอดดอยหลวง เชยชมกุหลาบพันปีพร้อมดอกไม้จากป่าฝนเมืองหนาวอย่างจุใจ

          Magic Tree มีความพิเศษมากมาย อาทิ การสร้างสรรค์แบบ 3 มิติให้เป็นน้ำตกมาลากว่า 5 เมตร และสวนบุปผชาติ

          Ocean Park ตื่นเต้นไปกับการชมสัตว์ใต้ทะเลในอควาเรียมทรงกลมชนิด 360 องศา

          Ocean Flowers ดอกไม้ ต้นไม้นานาพันธุ์ถูกออกแบบในเชิง 3 มิติ สวยงาม ไม่เหมือนใครแน่นอน

ที่นี่เปิดทำการเฉพาะวันเสาร์ – อาทิตย์ ตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึง 2 ทุ่ม ใครเบื่อพัทยาลองไปสัมผัสแล้วจะสนุกยิ่งขึ้นกว่าเดิม ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท เด็กส่วนสูงไม่ถึง 80 ซม. ชมฟรี

 …